Welcome Guest ( Log In | Register )

 
Reply to this topicStart new topic
> "เฉลยการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน"
mv-hit
post Jun 11 2009, 17:44
Post #1


นักศึกษาปี 1
*

Group: สมาชิกรอยืนยันที่อยู่อีเมลล์
Posts: 296
Joined: 2-August 08
Member No.: 11,200



ตอนสุดท้ายของเรื่องราวโรคกระดูกพรุน เราจะมีวิธีป้องกันและรักษามาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งการป้องกันและการรักษาโรคกระดูกพรุนนั้น มี 3 วิธี

วิธีแรก เป็นการรักษาโดยไม่ใช้ยา (Non Phar- macological Treat- ment) โดยเราจะแบ่ง เป็นการป้องกันรักษาด้วยวิธีทางโภชนาการ (Nutrition) และการออกกำลังกายนั่นเอง

- การป้องกันและรักษาด้วยวิธีทางโภชนา การนั้น เนื่องจากกระดูกจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่เหมาะสม เพื่อการเจริญเติบโต สารอาหารหลักที่สำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ แคลเซียม (Calcium) และ วิตามิน ดี (Vitamin D) สารอาหารเหล่านี้พบได้ ในอาหารประเภทนม ผักใบเขียว เช่น ผักกาด ผักกวางตุ้ง และบรอกโคลี (Broccoli); ถั่วต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัลมอนด์; ปลาต่าง ๆ เช่น แซลมอนหรือซาร์ดีนติด กระดูกบรรจุกระป๋อง หรือปลาเล็กปลาน้อย ที่พร้อมรับประทานได้ทันที ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น เต้าหู้ เต้าหู้หลอดและ นมถั่วเหลือง นอกจากนี้พบได้ในน้ำมันปลา เช่น แซลมอน แมคเคอเรล และ ซาร์ดีน และ ไข่แดง ตับ ตลอดจนอาหารเสริมต่าง ๆ เช่น ธัญพืช และ มาร์การีน

-การป้องกันและรักษาด้วยวิธีการออกกำลังกาย (Exercise) เช่น การเดิน การวิ่งเหยาะ ๆ การเดินขึ้น-ลงบันได การเต้นรำ รำมวยจีนหรือการยกน้ำหนัก การออกกำลังกายเฉพาะที่กล้ามเนื้อหลัง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการสร้างมวลกระดูกหลัง ยังช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสันหลังหักได้

วิธีที่ 2 การรักษาด้วยยา (Pharma-cological Treatment) หรือฮอร์โมนทดแทน

ในปัจจุบันยาที่ใช้รักษาโรคกระดูกพรุน ก็มีทั้ง ยาที่มีฤทธิ์ยับ ยั้ง การสลายของเนื้อกระดูก เช่น บิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates), ยาในกลุ่มฮอร์โมนเพศหญิงและอนุพันธ์ของเอสโตรเจน (Estrogen groups & Estrogen analogs), แคลซิโตนิน (Calcitonin) ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเนื้อกระดูก เช่น อนุพันธ์ของฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid hormone analogs) ยาอื่น ๆ เช่น Strontium ranelate, วิตามินดี (Vitamin Danalogs), แคลเซียม (Calcium)

การรักษาด้วยวิธีนี้จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกสันหลังและตะโพก และลดการเกิดกระดูกหักที่กระดูกสันหลังได้ประมาณร้อยละ 50 และที่กระดูกตะโพก ข้อมือตลอดจนกระดูกส่วนอื่น ๆ ประมาณร้อยละ 25-30 จากการศึกษาที่เป็นการสังเกตการณ์ (observational study) ประสิทธิภาพสูงสุดถ้าให้ภายใน 5 ปี หลังหมดประจำเดือน แต่ต้องให้ต่อเนื่องเกิน 10 ปี หรือเริ่มให้ยาเมื่ออายุ 60-65 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเกิดกระดูกหักมากขึ้น เนื่องจากผลที่ได้จากการยับยั้งการสลายกระดูกจะหายไปหลังหยุดยา

วิธีที่ 3 การผ่าตัด (Surgical Treatment)

กระดูกตะโพก ผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยโลหะ

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อตะโพกเทียม

กระดูกสันหลัง นอนพัก

ใส่อุปกรณ์พยุงหลัง

ผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูกสันหลัง

Kyphoplasty

กระดูกข้อมือ งดการใช้งานชั่วคราว อาจใส่เฝือกหรือต้องทำการผ่าตัดดามโลหะไว้

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์จิระเดช ตุงคะเศรณี ศัลยแพทย์ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2


นพ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์



--------------------
--- กะฉ่อนเว็บบอร์ด ---
User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
1 User(s) are reading this topic (1 Guests and 0 Anonymous Users)
0 Members:

 

- Lo-Fi Version Time is now: 31st July 2014 - 04:13