วิถีมอญ-เมืองบาดาล-สะพานมอญ“สังขละบุรี”มีดีไมสร่าง
 
สะพานมอญ สัญลักษณ์แห่งสังขละที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
       “ย่างเข้าเดือนหกฝนก็ตกพรำๆ กบมันก็ร้องงึมงำ ระงมไปทั่วท้องนา...”
       
       (เพลง ฝนเดือนหก รุ่งเพชร แหลมสิงห์)
       
       สมัยก่อนพอถึงเดือนหก(เดือนไทย) ฝนเป็นต้องโปรยสายตกพรำๆลงมาให้แผ่นฟ้าชุ่มฉ่ำ แผ่นดินชุ่มน้ำ ชาวไร่ชาวนาได้หน้าชื่นตาบานยิ้มรื่นรับหยดหยาดน้ำฟ้า
       
       แต่พักหลังๆมานี่ภาวะโลกร้อนทำอากาศวิปริตแปรปรวน โดยเฉพาะปีนี้ที่แม้วันเวลาจะเดินทางเข้าสู่เดือนเจ็ด(เดือนไทย)แล้ว แต่ดูเหมือนว่าพระพิรุณยังเฉยเมย ไม่ยอมปล่อยหยาดน้ำฟ้าตามฤดูกาลลงมาสร้างความชุ่มฉ่ำให้ผืนดินแผ่นฟ้าเมืองไทย มีเพียงปล่อยมาบ้างแบบเผาหัวยั่วให้อยากแล้วจากไป จนใครและใครหลายคนค่อนขอดว่า สงสัยพระพิรุณคงดูบอลโลกเพลินจึงลืมทำหน้าที่ของตนเอง
       
       เมื่อฝนมาล่าช้ากว่ากำหนด ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้หลายจังหวัดประสบกับปัญหาภัยแล้งในต่างกรรมต่างวาระกันตั้งแต่ขั้นเบาะๆไปจนถึงขั้นวิกฤต เกิดเป็นปัญหาเร่งด่วนของชาติที่ดูเหมือนรัฐบาลจะดูดายไม่ใส่ใจให้ความสำคัญเท่าแผนปรองดอง ซึ่งวันนี้พี่มาร์คก็ยังไม่ชัดเจนเลยว่าจะปรองดองกับใคร
       
       อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่ ในวิกฤตภัยแล้งน้ำแห้งขอดยังมีโอกาสแฝงอยู่ ดังเช่นที่ เมืองชายแดน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่ปีนี้ประสบภาวะแล้งหนักเป็นประวัติการณ์ในรอบ 27 ปี จนน้ำในทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณหรือเขื่อนเขาแหลมแห้งขอด
       
       เมื่อน้ำลดตอย่อมผุด แต่น้ำในทะเลสาบที่นี่พิเศษกว่าที่ไหนๆตรงที่ยามน้ำลดนอกจาก“ตอจะผุด”แล้ว “เมืองยังโผล่”อีกด้วย แถมยังเป็น“เมืองบาดาล”ที่มีดีกรีอันซีนไทยแลนด์พ่วงท้ายเสียด้วย

น้ำแล้งปีนี้ทำเมืองบาดาลหรือวัดเก่าโผล่พ้นน้ำขึ้นมากเป็นพิเศษ
       อันซีน เมืองบาดาล
       
       เมืองบาดาล ตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า“สามประสบ” ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสายคือ แม่น้ำซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ไหลมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำแควน้อย
       
       เมืองบาดาลเดิมเคยเป็นชุมชนชาวมอญ ปัจจุบันเหลือเพียงซากของวัดวังก์วิเวการามเดิมหรือ“วัดเก่า”หรือ“วัดใต้น้ำ” ตกทอดเป็นหนึ่งในตำนานของ“หลวงพ่ออุตตมะ” เกจิชื่อดัง ศูนย์รวมจิตใจแห่งสังขละบุรีไปจนถึงเมืองกาญจน์
       
       ชาวมอญเมืองสังขละเคารพนับถือหลวงพ่ออุตตมะเป็นอย่างยิ่ง พวกเขายกย่องท่านเป็นดัง "เทพเจ้าของชาวมอญ" เพราะท่านได้ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวมอญไร้สัญชาติในสังขละบุรีตลอดมา
       
       หลังจากหลวงพ่ออุตตมะออกธุดงค์ไปในหลายพื้นที่ ในปี 2496 ท่านได้มาปักหลักสร้างวัดวังก์วิเวการาม(หลังเก่า)และชุมชนชาวมอญขึ้นที่สามประสบ ต่อมาในปี 2527 ทางการได้สร้างเขื่อนเขาแหลมขึ้นกินพื้นที่มาถึงสามประสบทำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ปล่อยน้ำของเขื่อนต้องย้ายถิ่นหนี

เรือนแพเบียดกันหนาแน่น เพราะปีนี้น้ำในเขื่อนแห้งขอดจนลำน้ำบีบแคบเข้ามามาก
       หลวงพ่ออุตตมะท่านจึงย้ายไปสร้างวัดวังก์วิเวการาม(ใหม่)บนเนินไกลฝั่งเมืองออกไปอีกนิด เช่นเดียวกับชาวมอญที่เขยิบขึ้นไปสร้างชุมชนแถวนั้น โดยมีลำน้ำซองกาเลียไหลผ่าน แบ่งฝั่งเมืองสังขละ(ฝั่งกระเหรี่ยง)กับฝั่งมอญออกจากกัน ก่อนจะนำไปสู่การสร้างสะพานมอญ(ไม้)สุดคลาสสิกในปีต่อมา(2528)
       
       สำหรับวัดเก่านั้น หลังถูกน้ำท่วมก็ถูกลืมเลือนหายไปกับสายน้ำเป็นเวลานับสิบปี จนกระทั่งปี 2546 วัดเก่าถูกททท.หยิบยกขึ้นเป็นหนึ่งใน“อันซีนไทยแลนด์”พร้อมเรียกอย่างสวยหรูว่า“เมืองบาดาล” ส่งผลให้วัด แห่งนี้โด่งดังขึ้นมาในไม่กี่เพลา
       
       ทุกๆปีในฤดูแล้งราวเดือนมี.ค.-พ.ค. ช่วงน้ำในเขื่อนลดระดับ เราสามารถเห็นตัววัดเก่าที่จมน้ำได้อย่างชัดเจน แต่ในปีนี้ฝนอย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่าแล้งหนักเป็นประวัติการณ์ ทำให้วัดเก่าโผล่พ้นน้ำเยอะเป็นพิเศษ จนนักท่องเที่ยวสามารถลงไปเดินชมวัดเก่าได้อย่างใกล้ชิดสบายใจเฉิบ
       
       อย่างไรก็ตามการจะเข้าไปเที่ยวชมวัดเก่า เราต้องนั่งเรือหรือนั่งแพเข้าไปลงที่วัดแล้วเดินเท้าขึ้นไปชมอีกทีหนึ่ง ซึ่งงานนี้“ตะลอนเที่ยว”และคณะลงแพที่เชิงสะพานมอญ แล้วนั่งแพออกไปพร้อมๆกับสามสาว มัคคุเทศก์น้อยชาวมอญในชุดแต่งกายพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์

ซากกองอิฐที่เชื่อว่าเป็นด่านเจดีย์ 3 องค์เดิม
       หลังล่องมาได้ประมาณ 20 นาที ก่อนที่แพจะถึงวัดเก่าที่มองเห็นอยู่ลิบๆ เราได้เจอกับอันซีนสังขละ เป็นซากอิฐเก่าส่วนฐานของเจดีย์มี 3 องค์ ซึ่งน้องๆไกด์บอกว่านี่แหละคือ ด่านเจดีย์ 3 องค์ของดั้งเดิมมีอายุร่วมร้อยปีแล้ว ก่อนที่เจดีย์ทั้งสามจะถูกนำไปสร้างใหม่ที่ด่านเจดีย์ 3 องค์ ชายแดนไทยพม่าที่อยู่ห่างออกไปราว 30 กม. ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของสังขละบุรี
       
       อย่างไรก็ดีเรื่องด่านเจดีย์ 3 องค์เดิมนี้ยังไม่แน่ชัด เพราะมีบางกระแสเชื่อว่านี่คือเจดีย์สามสบที่คงต้องให้นักประวัติศาสตร์พิสูจน์กันต่อไป ส่วนที่ไม่ต้องพิสูจน์ก็คือวัดเก่าที่พอแพผ่านด่านเจดีย์ 3 องค์เดิมไปได้ไม่นาน วัดแห่งนี้ได้ปรากฏซากโดดเด่นให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งยามน้ำลดมากอย่างนี้ เราๆท่านๆ สามารถลงไปเดินทอดน่องซอกแซกชมวัดเก่าได้อย่างเพลินเพลิน

อันซีนวัดเก่า จะลงไปเดินชมได้ในยามน้ำแล้งเท่านั้น
       สำหรับซากเด่นๆของวัดแห่งนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็คือ หอระฆัง ที่เหลือเพียงโครงสร้างกับเจดีย์สีขาวเด่นบนยอด ซึ่งเป็นเพียงสิ่งหนึ่งเดียวของวัดที่ไม่ถูกน้ำท่วมในยามน้ำในเต็มเขื่อน หอฉัน ที่เป็นโครงอาคารสี่เหลี่ยมเห็นช่องประตูหน้าต่างชัดเจน ซุ้มประตูทางเข้าโบสถ์ที่ยังคงมีเค้าโครงอยู่ และโบสถ์ของวัดที่ยังมีลวดลายซุ้มประตู หน้าต่างให้เห็น มีร่องลอยของช่องพระประดับผนังด้านในให้เห็น นอกจากนี้ยังมีเศียรพระ มีซากเจดีย์ ซากบันไดนาค ให้เห็นกันที่รอบนอกของตัวโบสถ์
       
       นับเป็นมนต์เสน่ห์แห่งวัดเก่าที่หนึ่งปีจะมีให้ชมสักครั้งยามน้ำแล้ง ซึ่งหลังจากนี้ไปอีกประมาณ 2 เดือน น้ำในเขื่อนท่วมสูง ภาพเหล่านี้ก็จะหายไป กลายเป็นทะเลสาบอันกว้างใหญ่ของเขื่อนเขาแหลมที่ดูจากเบื้องบนจะไม่รู้เลยว่า ที่ใต้น้ำบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดเก่าและชุมชมชาวมอญมาก่อน

รูปเคารพหลวงพ่ออุตตมะ และปราสาทบรรจุสังขารของท่าน
       ไหว้หลวงพ่ออุตตมะ
       
       อย่างที่ “ตะลอนเที่ยว”กล่าวไว้ในข้างต้นว่า หลังน้ำท่วมปี 2527 หลวงพ่ออุตตมะท่านได้ย้ายวัดขึ้นไปปลูกสร้างบนพื้นที่สูงกว่าเดิม เป็นวัดวังก์วิเวการามในปัจจุบัน ที่แม้วันนี้หลวงพ่ออุตตมะจะมรณภาพไปในปี 2549 แต่ท่านยังเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนอยู่ไม่เสื่อมคลาย
       
       ดังนั้นเมื่อมาสังขละก็ต้องไปที่วัดวังก์วิเวการาม(ใหม่)เพื่อชื่นชมสิ่งน่าสนใจภายในวัดที่ส่วนใหญ่เกิดจากการสร้างสรรค์ของหลวงพ่ออุตตมะยามท่านมีชีวิตอยู่ ควบคู่ไปกับกราบสักการะสังขารของท่าน
       
       งานนี้เราได้ 3 สาวไกด์น้อยนำชมอีกเช่นเคย โดยจุดแรกพวกเธอพาไปชมภาพเก่าๆของหลวงพ่ออุตตมะ ก่อนพาเข้าไปกราบสังขารของท่าน ในวิหารภายในงดงามไปด้วยงานพุทธศิลป์แบบมอญอันปราณีตวิจิตร 3 หลัง มีปราสาทเล็ก 2 หลังซ้ายขวา จากนั้นเป็นหุ่นขี้ผึ้งขนาดเท่าองค์จริงและเหมือนจริงมากของหลวงพ่ออุตตมะ นั่งอยู่บนบัลลังก์หน้าปราสาทหลังใหญ่ 9 ยอดที่ใช้เก็บสังขารของท่านที่ไม่น่าเชื่อว่า วันนี้ยังคงอยู่ ไม่เน่าไม่เปื่อย นับเป็นความศักดิ์สิทธิ์หลังมรณะภาพที่ทิ้งไว้ให้บรรดาศิษยานุศิษย์ได้รำลึกถึงบารมีและคุณความดีของท่าน

หลวงพ่อขาว และรูปเคารพหลวงพ่ออุตมะ ในวิหารหินอ่อน
       เสร็จจากกราบไหว้สังขารหลวงพ่อ ไกด์น้อย 3 สาว พาเราไปไหว้ “หลวงพ่อขาว” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทำจากหินอ่อนในศิลปะมอญผสมพม่าอันอ่อนช้อยงดงาม
       
       ด้านซ้ายมือของหลวงพ่อขาว(ด้านขวามือเมื่อมองเข้าไป) ทางวัดสร้างเป็นรูปเคารพหุ่นขี้ผึ้งหลวงพ่ออุตตะมาในท่านั่งในมือกำลูกประคำเตรียมโยนคล้องคอลูกศิษย์ดูน่าเลื่อมใสไม่น้อย ในขณะที่ทางฝั่งขวามือของหลวงพ่อขาวมีงาช้าง 1 ข้างตั้งแสดงอยู่ ซึ่งทางวัดเขียนบอกว่าเป็น “งาช้างแมมมอธ” เพราะมีขนาดยาวมาก

เจดีย์พุทธคยา จำลองแบบมาจากอินเดีย
       จากนั้นเราเดินทางต่อไปอีกราวหนึ่งกิโลเมตร เพื่อสัมผัสในความงามของ "เจดีย์พุทธคยา" ที่หลวงพ่ออุตตมะจำลองแบบมาจาก เจดีย์พุทธคยาในอินเดีย โดยสร้างขึ้นในปี 2525 ด้วยแรงงานชาวมอญทั้งชายหญิงประมาณ 400 คนที่ช่วยกันเผาอิฐมอญกว่า 260,000 ก้อนเพื่อก่อสร้างขึ้นเป็นองค์เจดีย์
       
       ด้านหน้าเจดีย์มีสิงห์แบบมอญ 2 ตัวยืนเฝ้าบันไดทางขึ้นหลังคาซ้อนชั้น ที่ทอดยาวพาขึ้นสู่ตัวเจดีย์ทรงเหลี่ยมฐานจัตุรัส สีทองเด่นอร่าม มีเจดีย์เล็กทรงกลมแบบมอญสร้างอยู่บนยอดบนสุด ภายในเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวาขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ซึ่งหลวงพ่ออัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา
       
       ส่วนใครที่ชอบช้อปปิ้งหรืออยากกระจายรายได้ หลังกราบไหว้เจดีย์แล้ว ก่อนอำลาจากวัดวังก์ อย่าเพิ่งไปไหนไกล เพราะใกล้ๆกับเจดีย์เป็นแผงร้านขายของฝากของที่ระลึก ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า เครื่องไม้ แป้งทานาคา และสินค้าพื้นเมืองอีกหลากหลาย
       
       หนุ่มๆคนไหนที่แม้จะไม่ชอบช้อปปิ้ง แต่ถ้ามีเวลา เราขอแนะนำให้เดินชมตามร้านค้าแถวนี้ เพราะถ้าโชคดี ตาดี ก็จะพบกับแม่ค้าสาวสวยชาวมอญผิวพม่าตาแขกยืนขายของเรียกลูกค้า จนอาจทำให้หนุ่มๆหลายคนใจละลาย ควักเงินช้อปกันเพลินเกินหน้าเกินตาสาวๆ
       
       เรื่องนี้เราเคยมีประสบการณ์ตรงมาแล้ว

ชาวมอญสังขละยังคงแนบแน่นในพระพุทธศาสนา
       เสน่ห์วิถีมอญ
       
       ไหนๆพูดถึงสาวมอญแล้ว ไหนๆมีไกด์สาวมอญมานำเที่ยวแล้ว งานนี้ยังไงๆต้องเที่ยวชมวิถีมอญทั้งเก่า-ใหม่ในสังขละบุรีกันเสียหน่อย เพราะที่นี่คือหนึ่งในเมืองมอญอันโดดเด่นของเมืองไทย ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการออกสัมผัสวิถีมอญของคนที่ไปเที่ยวพักค้างเพียงระยะเวลาสั้น 1-2 คืน ก็คือยามเช้าตรู่เริ่มตั้งแต่พระออกบิณฑบาต
       
       ช่วงเช้าๆแบบนี้ ในฝั่ง(ชุมชน)มอญเราจะได้เห็นชาวมอญทั้งผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้ใหญ่ วัยรุ่น เด็กๆ ตื่นแต่เช้ามาเตรียมข้าวเจ้าใส่บาตร หลายคนมาในชุดเต็มยศ นั่งๆ ยืนๆ รอคอย พอพระเดินผ่าน จึงรีบลุกตักข้าวของใส่บาตรอย่างสงบ สำรวม

คึกคักยามเช้าในตลาดสดเมืองสังขละ
       เกิดเป็นภาพชวนประทับใจนักท่องเที่ยวมากมาย จนใครและใครหลายคนอดไม่ได้ที่จะขอตักบาตรยามเช้าร่วมกับชาวมอญอย่างอิ่มเอมใจ ทำให้ปัจจุบันเกิดเป็นธุรกิจจัดเตรียมสำรับสำหรับตักบาตรขึ้นมา ซึ่งก็ต้องตามดูกันต่อไปว่า ความอยากตักบาตรของนักท่องเที่ยวกับความอยากขายของตักบาตรของชาวบ้าน จะสามารถรักษาสมดุลไม่เลยเถิดจนหมดเสน่ห์ของการตักบาตรในสังขละบุรีไป
       
       หลังตักบาตร 3 สาวทรีโอไกด์น้อยมารับ “ตะลอนเที่ยว” พาไปเดินตลาด ไปดูบรรยากาศการจับจ่ายซื้อขาย ดูสินค้าพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง พร้อมพาไปกินขนมแบบมอญ และกินขนมจีนน้ำยาหยวก(กล้วย)เมนูขึ้นชื่อ ก่อนจะพาเดินซอกแซกชมวิถีชาวบ้านที่โน่นที่นี่ ซึ่งเราพบว่า สาววัยรุ่นชาวมอญบางคนนอกจากจะเป็นมอญยุคใหม่แล้ว พวกเธอยังเป็นมอญทรงเกาหลีอีกด้วย

บรรยากาศสะพานมอญยามต้นราตรี
       สะพานไม้สายคลาสสิค
       
       ใครที่มาเที่ยวสังขละแล้วไม่ได้มาถ่ายรูปกับสะพานมอญหรือมาเดินบนสะพานมอญ เหมือนกับว่ายังมาไม่ถึงสังขละ เพราะสะพานมอญถือเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นเป็นเอกอุแห่งเมืองชายแดนแห่งนี้
       
       สะพานมอญ สร้างด้วยไม้ทั้งหมดทั้งตัวสะพานและโครงสร้าง มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "สะพานอุตตมานุสรณ์" สร้างในปี 2538 หลังสร้างเขื่อน 1 ปีทอดข้ามลำน้ำซองกาเลีย โดยมีหลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ดำเนินการสร้าง มีความยาว 850 เมตร นับเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในเมืองไทย
       
       สะพานไม้แห่งนี้ แม้สร้างด้วยฝีมือช่างพื้นบ้าน แต่ว่ากลับดูคลาสสิกทรงเสน่ห์ยิ่งนัก อีกทั้งยังเป็นสะพานที่มีชีวิต จากภาพวิถีชาวแพในลำน้ำเบื้องล่าง และภาพวิถีของผู้คนที่เดินข้ามฝั่งไปมา โดยเฉพาะภาพวิถีชาวมอญ ที่ยามเช้าๆจะเห็นสาวๆชาวมอญทาแป้งทานาคาเดินเทินของบนศีรษะข้ามจากฝั่งมอญไปทำงานฝั่งเมืองกันอย่างคึกคัก

วิถีที่ผูกพันกับสายน้ำในทะเลสาบของชาวสังขละ
       นับเป็นหนึ่งในภาพสุดคลาสสิกภาพหนึ่งของเมืองไทยเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นสะพานมอญสร้างมา 20 กว่าปี ตากแดดตากลมอยู่ทุกวัน ตากฝนอีกนับครั้งไม่ถ้วน แถมยังมีคนเดินข้ามไปมาอยู่ทุกวัน ทำให้สะพานแห่งนี้ทรุดโทรมจนวันนี้ต้องซ่อมแซม ปรับปรุงสะพานกันใหม่ แต่ยังคงเปิดให้ผู้คนสัญจรข้ามไปมาตามปกติ
       
       และนับจากนี้อีกไม่นานเราคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆของสะพานไม้สายคลาสสิกสายนี้ ซึ่งจะว่าไปคงเทียบไม่ได้กลับความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของสังขละบุรีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะตั้งแต่เมืองนี้มีชื่อเป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยว อะไรต่อมิอะไรหลายๆอย่างก็เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งเราอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพจะส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงจิตใจ ซึ่งหากวันใดที่น้ำใจชาวสังขละเปลี่ยนแปลงไป วันนั้นมนต์เสน่ห์ของสังขละก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย

       *****************************************
       
       ผู้สนใจเที่ยวสังขละบุรีและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในกาญจนบุรี สอบถามที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง รวมถึงติดต่อมัคคุเทศก์น้อย(ไกด์น้อย)นำเที่ยวสังขละ สามารถสอบถามได้ที่ ททท. สำนักงานกาญจนบุรี โทร. 0-3451-1200,0-3451-2500
หน้าแรก
กะฉ่อน พิตตี้
กะฉ่อน Chat
กะฉ่อน มือถือ
กะฉ่อน ไดอารี
กะฉ่อน นางแบบ
กะฉ่อน รวมดารา
กะฉ่อน พาไปกิน
กะฉ่อน พาเที่ยว
กะฉ่อน เว็บบอร์ด
กะฉ่อน Pic Post
กะฉ่อน ฝากรูปฟรี
กะฉ่อน พระเครื่อง
กะฉ่อน เพศศึกษา
กะฉ่อน เพื่อน MSN
กะฉ่อน ดูหนังใหม่
กะฉ่อน เทคโนโลยี
กะฉ่อน ดูทีวีออนไลน์
กะฉ่อน ดูดวง
KaChon Pub*
Clip.kachon.com
KaChonGameCenter
   

หน้าแรก | เว็บบอร์ด | พระเครื่อง | เพื่อน MSN | ฝากรูปฟรี | ทีวีออนไลน์ | เกมส์ | เทคโนโลยี | หนังใหม่ | คลิปวิดีโอ | เพศศึกษา | กะฉ่อนพาเที่ยว | กะฉ่อนพากิน | นางแบบ | มือถือ | ไดอารี | พิตตี้ | ทีมงานกะฉ่อน.คอม