|
|
| |
| วิถีสร้าง“แบรนด์ไทย”....บทท้าทายปีท่องเที่ยว 2007 |
| โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ |
. |
 |
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดึงดูดการท่องเที่ยว คือ จะต้องโฟกัสและมีความชัดเจนเกี่ยวกับแบรนด์ มิฉะนั้น จะสร้างความสับสนให้แก่ลูกค้าเป้าหมาย หลายประเทศจึงนิยมสร้างแบรนด์ท่องเที่ยวต่อเนื่องยาวนาน ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวเกิดความสับสน
ปัจจุบันไทยนับเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเฉลี่ยมากกว่า 13.4 ล้านคนต่อปีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่นโยบายด้านการตลาดยังคงไม่สามารถดำเนินการปฏิบัติได้ตามแผนจริงเท่าไรนัก ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ต้องพบกับความท้าทายในการที่จะต้องกำจัดจุดอ่อนหลายๆประการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนกว่า 14.5ล้านคน ในปีท่องเที่ยว 2550
ประเทศรอบข้าง อาทิ สิงคโปร์ใช้แบรนด์ท่องเที่ยว Uniquely Singapore นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2547 เป็นต้นมา ส่วนประเทศอินเดียตัดสินใจเลือกใช้แบรนด์ท่องเที่ยว Incredible India ตั้งแต่ปี 2545 เช่นกันล่าสุดมาเลเซียเลือกใช้แบรนด์ Malaysia Truly Asia ต่อเนื่องยาวนานมาถึงปัจจุบัน...
ประเทศไทยเดิมทีเดียวไม่มีแบรนด์การท่องเที่ยวที่แน่นอน จึงเปลี่ยนคำขวัญอยู่บ่อยครั้ง จาก จากจุดแข็งของไทยที่มีความหลากหลายชนชาติในประเทศ และมีความแตกต่างในด้านวัฒนธรรม ศาสนา ศิลปะ อาหาร แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพียงประเทศเดียว ก็สามารถสัมผัสได้กับวัฒนธรรมของหลายชนชาติ ทั้งไทย จีน อินเดีย และยุโรป
จากสโลแกนที่ว่า อะเมซิ่งไทยแลนด์ ก็ถูกเปลี่ยนมาเป็น วิซิสไทยแลนด์ จากนั้นล่าสุดมีการขอเปลี่ยนอีกครั้งเป็น ไทยแลนด์ อันฟอร์เก็ต เทเบิล จนสร้างความสับสนให้กับลูกค้านักท่องเที่ยวไม่น้อย
กรณีดังกล่าวที่เกี่ยวกับ คำขวัญ “ไทยแลนด์ อันฟอร์เก็ต เทเบิล” ที่สร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะเป็นความหมายที่ไม่สื่อถึงความเป็นไทย ทั้งยังตีความหมายได้สองด้าน ทั้งด้านที่ดีและไม่ดี ขณะที่ภาครัฐบาลเองเตรียมสั่งให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งศึกษาหาสโลแกนอื่นมาใช้แทน และน่าจะถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะผู้ประกอบการทัวร์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับคำนี้
แม้ว่าจะเปิดตัวไปแล้วก็ตาม แต่ไม่มีบริษัททัวร์ท่องเที่ยวใดนำโลโก้และสโลแกนนี้ไปใช้ เพราะความหมาย ตีความได้ถึงสองทาง ขณะเดียวกันก็จำกัดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มเกินไป
ปัจจุบันบริษัททัวร์เกือบทุกบริษัท ได้นำเสนอความเป็นประเทศไทย ผ่านสโลแกน อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ หรือ วิซิท ไทยแลนด์ เนื่องจากเป็นคำนิยาม ที่ชาวต่างชาตินิยม และยอมรับว่า สื่อถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างดี
ส่งผลให้สโลแกนไทยแลนด์ อันฟอร์เก็ตเทเบิล มีแนวโน้มที่น่าจะถูกยกเลิกในที่สุด ขณะที่ ททท.เองจะไม่ส่งผลกระทบ ต่อแผนการทำตลาดแน่นอน โดยเฉพาะภาคเอกชนต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งหาคำขวัญอื่นมา ทดแทนให้เร็วที่สุด เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับนักท่องเที่ยว
แนวทางการหาคำขวัญใหม่นั้น ว่ากันว่าควรนำการจัดงานพิธีเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นจุดขาย เพราะทั่วโลกให้การตอบรับที่ดีมาก
จากกลยุทธ์การตลาดข้างต้น เชื่อได้ว่าไทยจะกลายเป็น
ประเทศที่ประสบผลสำเร็จในด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มีคุณภาพน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นไปตามแผนที่วางไว้
ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมามีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวจำนวนมากในไทย เป็นต้นว่า จำนวนห้องพักภายในโรงแรมเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหัวเมืองท่องเที่ยวหลักๆทั้งภาคเหนือ และภาคใต้ รวมไปถึงภาคตะวันออก
นอกจากนี้ไทยยังส่งเสริมให้ผู้สูงอายุชาวต่างชาติมาพักอาศัยในประเทศภายใต้โครงการ ไทยลองสเตย์ แต่ก็ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ขณะเดียวกันมาเลเซียกลับมีการออกวีซ่าให้กับชาวต่างชาติเพื่อเข้ามาอาศัยในมาเลเซียยาวนานถึง 10 ปี และสามารถต่ออายุได้เมื่อครบกำหนด ชาวต่างชาติที่ร่วมโครงการนี้สามารถเดินทางเข้าออกมาเลเซียกี่ครั้งก็ได้ นับถึงกลางปี 2549 มีจำนวนผู้สูงอายุต่างชาติมาร่วมโครงการนี้แล้วมากกว่า 9,642 คน โดยมาจากประเทศจีนมากที่สุด 24% รองลงมา คือ บังกลาเทศ 15% สหราชอาณาจักร 8% และสิงคโปร์ 6%
นอกจากนี้เพื่อส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด รัฐบาลมาเลเซียได้ผ่อนปรนกฎระเบียบด้านวีซ่า โดยออกกฎระเบียบ Visa-on-Arrival แก่นักท่องเที่ยว 24 ประเทศ นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมา โดยเก็บค่าธรรมเนียม 100 ริงกิต หรือประมาณ 1,000 บาท และอนุญาตให้อยู่ในประเทศ 1 เดือน
อย่างไรก็ตาม การผ่อนปรนนี้ประสบปัญหาอย่างมาก โดยนับถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2549 มีผู้เดินทางเข้าเมืองมากถึง 2,872 คน ตามข้อผ่อนปรนนี้ ได้พำนักในประเทศเกินเวลาที่กำหนด จำแนกเป็นคนอินเดียมากที่สุด 1,971 คน รองลงมา คือ จีน 355 คน ศรีลังกา 199 คน บังกลาเทศ 194 คน ปากีสถาน 113 และเมียนม่า 27 คน
จากเหตุผลข้างต้น แม้มาเลเซียจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึง 16.4 ล้านคน ในปี 2548 แต่สร้างรายได้เงินตราต่างประเทศเพียง 350,000 ล้านบาท ขณะที่ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีเดียวกันน้อยกว่า คือ 13.4 ล้านคน แต่มีรายได้เงินตราต่างประเทศสูงถึง
450,000 ล้านบาท...
ความได้เปรียบในศักยภาพความพร้อมของไทยจึงเป็นวิถีทางของการสร้างแบรนด์ท่องเที่ยวไทยให้เกิดความชัดเจน ถึงแม้ว่าจะงบประมาณบางส่วนอาจจะถูกตัดออกไปบ้างก็ตาม แต่เชื่อได้ว่าสโลแกนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือสโลแกนเดิมที่จะถูกนำมาปัดฝุ่นใช้...ก็จะสามารถทำให้แบรนด์ท่องเที่ยวไทยเป็นที่รู้จักกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ดีกว่าที่กำลังเป็นอยู่แน่นอน....
|
|
 |
|
|